ฟอกฟันขาว คืออะไร

ฟอกฟันขาว คือ กระบวนการขจัดคราบสีที่ติดอยู่บนผิวฟันหรือในเนื้อฟัน เช่น คราบจากกาแฟ ชา บุหรี่ หรือฟันหมองคล้ำตามวัย ด้วยสารฟอกสีฟัน เช่น Hydrogen Peroxide หรือ Carbamide Peroxide เพื่อทำให้ฟันที่มีสีเหลืองหรือหม่นคล้ำกลับมาขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ทำลายโครงสร้างของฟัน

ตอนที่ 1 : สาเหตุของฟันหมองคล้ำ

ตอนที่ 2 : ขั้นตอนและผลลัพธ์ของการฟอกฟันขาว

ตอนที่ 3 : ดูแลรักษาสีฟันให้ขาวนาน

ตอนที่ 4 : ฟอกฟันขาวปลอดภัยหรือไม่

ตอนที่ 5 : สรุป

สาเหตุของฟันหมองคล้ำ

ฟอกฟันขาว
  1. คราบจากอาหารและเครื่องดื่ม
  • ชา กาแฟ ไวน์แดง น้ำอัดลม
  • อาหารที่มีสีจัด เช่น แกง เครื่องเทศ
  • พฤติกรรมการกินแบบไม่แปรงฟันทันที ทำให้คราบสะสม

 

  1. การสูบบุหรี่ หรือเคี้ยวหมาก
  • นิโคตินและทาร์ในบุหรี่ทำให้ฟันมีคราบสีน้ำตาล-เหลือง
  • สารเคมีเหล่านี้ฝังแน่นในชั้นผิวฟันได้ง่าย

 

  1. สุขอนามัยช่องปากไม่ดี
  • แปรงฟันไม่สะอาด หรือไม่ใช้ไหมขัดฟัน
  • คราบพลัค (Plaque) และหินปูนสะสม ทำให้ฟันเปลี่ยนสี

 

  1. อายุที่มากขึ้น
  • ชั้นเคลือบฟัน (enamel) สึกบางลงตามอายุ
  • ชั้นเนื้อฟันข้างใน (dentin) ซึ่งมีสีเหลืองจะเริ่มเห็นชัดขึ้น

 

  1. อุบัติเหตุหรือฟันตาย
  • ฟันที่ได้รับแรงกระแทก อาจทำให้เส้นเลือดในฟันเสียหายจนฟันเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือคล้ำ
  • ฟันที่ตายแล้วจะไม่ตอบสนองต่อการฟอกสีปกติ

 

  1. ใช้ยาหรือสารบางชนิด
  • ยาปฏิชีวนะ เตตราไซคลิน (Tetracycline) หากใช้ในเด็กเล็กหรือสตรีตั้งครรภ์ อาจทำให้ฟันลูกคล้ำถาวร
  • ฟลูออไรด์เกินขนาด ทำให้เกิดฟันตกกระ (Fluorosis)

 

  1. กรรมพันธุ์
  • บางคนมีสีฟันธรรมชาติที่ออกเหลืองหรือคล้ำมากกว่าคนทั่วไป
  • ลักษณะของเคลือบฟันอาจหนาหรือบางต่างกันแต่กำเนิด

ขั้นตอนและผลลัพธ์ของการ ฟอกฟันขาว

ฟอกฟันขาว

ขั้นตอนการ ฟอกฟันขาว

🔹 1. ตรวจสุขภาพฟันก่อนฟอก

  • ทันตแพทย์จะตรวจหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือคราบหินปูน
  • ถ้ามีปัญหาเหล่านี้ ต้องรักษาก่อนการฟอกสี เพื่อความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเหมือนการเล่น หวยไว นั้นเอง

 

🔹 2. ทำความสะอาดฟัน

  • ขูดหินปูน/ขัดคราบชา กาแฟ เพื่อให้สารฟอกสีซึมเข้าสู่ผิวฟันได้ดี

 

🔹 3. ป้องกันเหงือกและเนื้อเยื่ออื่น

  • ทาเจลหรือวัสดุปิดเหงือก เพื่อกันการระคายเคืองจากสารฟอกสี

 

🔹 4. ลงสารฟอกฟัน

  • ทาสารฟอกสีฟัน เช่น Hydrogen Peroxide หรือ Carbamide Peroxide บนผิวฟัน
  • ใช้ร่วมกับ แสงเย็น/แสงเลเซอร์ เพื่อเร่งปฏิกิริยา (ในคลินิก)

 

🔹 5. ล้างออกและประเมินผล

  • หลังทำประมาณ 30–60 นาที จะเห็นฟันขาวขึ้น 1–3 ระดับทันที
  • ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำหลังทำ เช่น งดอาหารมีสี 24–48 ชม.

ผลลัพธ์หลังการ ฟอกฟันขาว

✅ ผลที่ได้

  • ฟันขาวขึ้นอย่างชัดเจน 1–5 ระดับ ขึ้นกับโครงสร้างฟันเดิม
  • ยิ้มดูสะอาด สดใส สุขภาพดีมากขึ้น
  • เห็นผลชัดเจนทันที (กรณีทำในคลินิก)

 

⚠️ สิ่งที่ควรรู้

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 2 ปี
  • ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม เช่น การดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือการดูแลหลังทำ
  • ฟันบางคนอาจขาวขึ้นน้อย หากคราบฝังลึกหรือเกิดจากภายใน (เช่น ยาเตตราไซคลิน)

 

❗ ผลข้างเคียงที่อาจเกิด

  • ฟันไวต่อความเย็นหรือร้อน (ชั่วคราว 1–3 วัน)
  • ระคายเคืองเหงือกเล็กน้อย หากสารสัมผัสโดยตรง
  • หลีกเลี่ยงการทำซ้ำบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เคลือบฟันบาง

ดูแลรักษาสีฟันให้ขาวนานเหมือน ฟอกฟันขาว

  1. ควบคุมอาหารและเครื่องดื่ม
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มและอาหารที่มีสีเข้ม : เครื่องดื่ม กาแฟ, ชา, โกโก้, ไวน์แดง, น้ำอัดลมสีเข้ม (โค้ก), น้ำผลไม้สีเข้ม (เช่น น้ำเบอร์รี่, น้ำองุ่น) / อาหาร แกงกะหรี่, แกงเหลือง, ซอสมะเขือเทศ, ซีอิ๊ว, บลูเบอร์รี่, แบล็กเบอร์รี่, เชอร์รี่, ช็อกโกแลต
  •  ใช้หลอดดูด: หากจำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มสีเข้ม การใช้หลอดดูดจะช่วยลดการสัมผัสโดยตรงของเครื่องดื่มกับผิวฟันหน้าได้
  • บ้วนปาก/แปรงฟันทันที: หลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสี ควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าทันที หรือแปรงฟันหากทำได้ เพื่อลดการเกาะของคราบสี
  • งดหรือลดการสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฟันกลับมาเหลืองอย่างรวดเร็วและฝังแน่น การเลิกบุหรี่ไม่เพียงดีต่อสีฟัน แต่ยังดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย

 

  1. รักษาสุขอนามัยในช่องปากอย่างเคร่งครัด
  • แปรงฟันให้ถูกวิธีและสม่ำเสมอ: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือหลังอาหารทุกมื้อ โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่มและยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน: การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยขจัดเศษอาหารและคราบพลัคที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะบริเวณซอกฟันและร่องเหงือก ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดคราบสะสม
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากที่เหมาะสม: เลือกน้ำยาบ้วนปากที่ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและไม่ผสมสารที่อาจทำให้เกิดคราบ (เช่น คลอเฮกซิดีน)
  • พิจารณาใช้ยาสีฟันฟอกฟัน (Whitening Toothpaste): ยาสีฟันเหล่านี้มีส่วนผสมของสารขัดฟันเนื้อละเอียด หรือสารเคมีบางชนิดที่ช่วยขจัดคราบภายนอกได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนสีฟันจากภายในได้ ควรใช้เป็นครั้งคราวตามคำแนะนำของทันตแพทย์

 

  1. พบทันตแพทย์เป็นประจำ
  • ขูดหินปูนและขัดฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง: การนัดพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนและขัดฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยกำจัดคราบหินปูนและคราบสีที่สะสมอยู่บนผิวฟัน ซึ่งเป็นสิ่งที่การแปรงฟันปกติไม่สามารถทำได้
  • ปรึกษาเรื่องการฟอกสีฟันซ้ำ (Touch-up): หากสีฟันเริ่มหมองคล้ำลงเล็กน้อย คุณอาจปรึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับการใช้ชุดฟอกสีฟันที่บ้าน (Home Whitening) ที่มีความเข้มข้นต่ำ เพื่อคงความขาวไว้ โดยไม่ต้องกลับไปฟอกสีฟันในคลินิกด้วยความเข้มข้นสูง บ่อยๆ

 

  1. ระมัดระวังอาการเสียวฟันและใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
  • หากคุณมีอาการเสียวฟันหลังการฟอกสีฟัน ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มร้อนจัด เย็นจัด หรือมีรสเปรี้ยวจัด เหมือนการเล่น หวยไว นั่นเอง
  • ปรึกษาทันตแพทย์เกี่ยวกับยาสีฟันลดอาการเสียวฟัน หรือเจลฟลูออไรด์ที่ช่วยลดอาการเสียวฟันและเสริมสร้างความแข็งแรงของฟัน

ฟอกฟันขาว ปลอดภัยหรือไม่

  • ไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างฟัน: สารฟอกสีฟันที่ใช้ในปัจจุบัน เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) หรือ คาร์บาไมด์เปอร์ออกไซด์ (Carbamide Peroxide) ไม่ได้ทำลายเนื้อฟันหรือโครงสร้างฟันให้บางลงหรือเปราะบางลงอย่างถาวร แต่เป็นการทำปฏิกิริยาทางเคมีกับโมเลกุลของคราบสีที่ฝังอยู่ในเนื้อฟัน ทำให้คราบสีแตกตัวและฟันดูขาวขึ้น
  • ควบคุมโดยทันตแพทย์: การฟอกฟันที่ปลอดภัยที่สุดคือการทำภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ ทันตแพทย์จะประเมินสุขภาพช่องปากของคุณก่อน เลือกความเข้มข้นของสารฟอกสีฟันที่เหมาะสม และป้องกันเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก (เช่น เหงือก) ไม่ให้สัมผัสกับสารฟอกสีฟันโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงของการระคายเคือง
  • สารฟอกสีฟันพัฒนาขึ้น: ในปัจจุบัน สารฟอกสีฟันมีการพัฒนาให้เกิดอาการเสียวฟันน้อยลง และลดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อน

สรุป

การฟอกฟันเป็นกระบวนการทำให้สีฟันขาวขึ้นด้วยสารฟอกสี ช่วยเพิ่มความมั่นใจในรอยยิ้ม โดยควรทำภายใต้การดูแลของทันตแพทย์เพื่อความปลอดภัย ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นหากดูแลช่องปากอย่างเหมาะสม